หนึ่งในไฟป่าครั้งเลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์อเมริกาเกิดขึ้นที่เมืองลาไฮน่า ในฮาวาย เมื่อเดือนสิงหาคมปี 2023 โดยได้พรากชีวิตผู้คนไปเก้าสิบเก้าคนและทำลายตึกมากกว่าสองพันหลัง ขณะที่กำลังเศร้าโศกจากความเสียหาย ชาวบ้านต้องบอบช้ำมากขึ้นอีกเมื่อมีขโมยเข้าปล้นบ้านเรือนและนายหน้าผู้เห็นแก่ตัวที่พยายามฉวยเอาที่ดินไป
ความปรารถนาชั่วร้ายที่จะฉวยโอกาสจากสถานการณ์อันน่าเศร้านี้คือที่มาของพระดำรัสอันหนักแน่นของพระเจ้าต่อชนชาติเอโดม ผู้เผยพระวจนะโอบาดีห์เตือนชาวเอโดมซึ่งเป็นศัตรูของอิสราเอลมาหลายชั่วคน (อสค.35:5) ถึงการพิพากษาของพระเจ้าที่จะมาถึงเพราะชาวเอโดมใช้ประโยชน์จากภูมิประเทศของตัวเอง (อบด.1:3) และทำให้ตัวเองร่ำรวย (ข้อ 6) ร่วมมือกับชนชาติอื่น (ข้อ 7) ฉวยเอาปัญญา (ข้อ 8) และกำลังทหาร (ข้อ 9) เพื่อทำลายคนอ่อนแอ และโอบาดีห์ได้ต่อว่าการที่เอโดมเยาะเย้ยเมื่ออิสราเอลถูกจับเป็นเชลย แทนที่จะมีความเห็นอกเห็นใจ เอโดมกลับขโมยบ้านของคนอิสราเอลและเดินเข้าเมืองที่พ่ายแพ้อย่างผู้ชนะ (ข้อ 12-13)
แม้ชาวลาไฮน่าพบเจอการกระทำอันชั่วร้าย พวกเขาก็ได้รับความกรุณาจากคริสตจักรที่นั่นซึ่งกลายมาเป็นศูนย์ต้อนรับ ให้ทั้งที่พักพิง อาหารร้อนๆ และของใช้จำเป็น
เมื่อมีคนทนทุกข์ เราก็พบกับทางเลือกที่คล้ายกัน เราอาจพยายามฉวยโอกาสจากความสูญเสียของพวกเขา หรือเราจะตอบสนองในแบบที่พระเจ้าทรงต้องการ เช่นเดียวกับคริสตจักรในลาไฮน่า คือด้วยความกรุณาและความเอื้อเฟื้อ
ประเทศแคนาดาและเกาะเซนต์ลูเซียฉลองวันขอบคุณพระเจ้าซึ่งเป็นวันหยุดในเดือนตุลาคม ประเทศไลบีเรียกำหนดวันขอบคุณพระเจ้าไว้ในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน ในขณะที่สหรัฐอเมริกาและออสเตรเลียกำหนดเป็นวันหยุดประจำปีในช่วงปลายเดือน ประเทศอื่นๆรวมถึงสหราชอาณาจักร บราซิล รวันดา และฟิลิปปินส์ มีวันหยุดอย่างไม่เป็นทางการเพื่อแสดงถึงการขอบพระคุณพระเจ้า
มีบางอย่างที่ทรงพลังเกิดขึ้นเมื่อชนชาติหนึ่งร่วมกันแสดงการขอบพระคุณอย่างพร้อมเพรียง นี่คือภาพที่เราเห็นเมื่อกษัตริย์ดาวิดรวบรวมชนชาติอิสราเอลมาเพื่อแสดงการขอบพระคุณพระเจ้าสำหรับการประทับอยู่ การปกป้องคุ้มครอง และพระสัญญาของพระองค์ เป็นการเฉลิมฉลองการกลับคืนมาของ “หีบของพระเจ้า”(1พศด.16:1) ประชาชนชื่นชมยินดีที่หีบซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งการประทับอยู่ของพระเจ้าท่ามกลางพวกเขาอยู่ที่เยรูซาเล็ม ขณะที่ดาวิดนำอิสราเอลในการสรรเสริญ พระองค์ย้ำเตือนพวกเขาถึงการปกป้องคุ้มครองของพระเจ้าในขณะที่ชนชาติอิสราเอลพิชิตดินแดนคานาอัน (ข้อ 18-22) รวมถึงเฉลิมฉลองความสัตย์ซื่อของพระองค์ในการทำให้พระสัญญานั้นสำเร็จด้วย (ข้อ 15)
หากคุณฉลองวันขอบคุณพระเจ้ากับเพื่อนและครอบครัว ลองพิจารณาที่จะให้งานนี้เป็นการรวมตัวกันเพื่อแสดงความกตัญญู และใคร่ครวญประสบการณ์ของคุณเรื่องการประทับอยู่ การปกป้องคุ้มครอง และพระสัญญาของพระเจ้าในปีที่ผ่านไป ไม่ว่าคุณจะอาศัยอยู่ในประเทศที่เฉลิมฉลองวันขอบคุณพระเจ้าอย่างเป็นทางการหรือไม่ เราแต่ละคนสามารถจัดเวลาเพื่อ“โมทนาขอบพระคุณพระเจ้าเพราะพระองค์ประเสริฐ เพราะความรักมั่นคงของพระองค์ดำรงเป็นนิตย์” (ข้อ 34)
ฉันนั่งอยู่ในห้องอภิบาลทารกแรกเกิดภาวะวิกฤต ขณะเข้าเยี่ยมคุณแม่ที่อุ้มลูกน้อยแรกเกิดของเธอไว้ในอ้อมอก ในแผนกที่มีเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัยนี้ แพทย์แนะนำ “การรักษา” ในแบบไม่ใช้เทคโนโลยีเพื่อเสริมสร้างสุขภาพของเด็กให้แข็งแรง คือให้แม่มือใหม่กอดลูกสาวของเธอไว้แนบอกให้นานที่สุด
แทบไม่มีสิ่งใดจะเทียบได้กับความรักอันท่วมท้นและความห่วงใยอันอ่อนโยนของพ่อแม่ในการให้ความอบอุ่นใจและการเยียวยาแก่ทารก เราเห็นภาพจินตนาการอันทรงพลังนี้ผ่านคำบรรยายที่ผู้เผยพระวจนะอิสยาห์กล่าวถึงพระเจ้าและคนของพระองค์
แม้หลังจากที่อิสยาห์พยากรณ์ถึงการตกเป็นเชลยเพราะอิสราเอลปฏิเสธพระเจ้า (อสย.39:5-7) ท่านก็ยังย้ำว่าพระเจ้ายังทรงรักพวกเขาและจะทรงจัดเตรียมเพื่อพวกเขาเสมอ พระเมตตาอันอ่อนโยนและการดูแลอันมั่นคงของพระเจ้ามีให้เห็นชัดเจนอยู่ในการเปรียบเปรยอันงดงามที่บรรยายว่าพระองค์ทรงเป็นผู้เลี้ยงแกะ เหมือนพ่อที่เปี่ยมด้วยความรัก ทรงรวบรวมลูกแกะ “ไว้ในพระกรของพระองค์ พระองค์จะทรงอุ้มไว้ที่พระทรวง” (40:11)
การทรงสถิตอยู่ของพระเจ้าประทานสันติสุขและการปกป้องแก่เรา และย้ำเตือนเราว่าพระองค์ทรงอุ้มเราไว้ที่พระทรวงของพระองค์ เหมือนทารกน้อยกับแม่ เมื่อ “พระองค์ประทานกำลังแก่คนอ่อนเปลี้ย และแก่ผู้ที่ไม่มีกำลัง พระองค์ทรงเพิ่มแรง” (ข้อ 29) ความอบอุ่นใจแห่งการเยียวยาของพระวิญญาณจะช่วยให้เราเผชิญความท้าทายในแต่ละวันได้
ในระหว่างการแข่งขันอย่างดุเดือดของทีมฟุตบอลโรงเรียนมัธยมปลายท้องถิ่นสองทีม ซึ่งเป็นคู่ปรับตลอดกาล คือ ทีมอีเกิลส์และทีมไพโอเนียส์ ทีมอีเกิลส์เตะบอลเข้าประตูแต่บอลลอดรูตาข่ายออกไปทางด้านหลัง ผู้ตัดสินไม่เห็นว่าบอลเข้าประตู แต่เห็นว่าบอลอยู่นอกตาข่ายจึงตัดสินไม่นับคะแนน โค้ชของทีมไพโอเนียส์เห็นว่ายิงประตูได้และช่วยยืนยันคำกล่าวอ้างของโค้ชทีมอีเกิลส์ ทั้งที่เขาจะนิ่งเงียบเสียก็ได้ ผู้ตัดสินจึงนับประตูนั้น ทีมไพโอเนียส์แพ้ไปด้วยคะแนน 3-2
แม้ว่าเป็นเรื่องง่ายที่เราจะพูดยืนยันเพื่อผลประโยชน์ของเรา แต่พระคัมภีร์หนุนใจให้ผู้เชื่อในพระเยซู “หาทางทำดีเสมอต่อพวกท่านเอง และต่อคนทั้งปวงด้วย” (1 ธส.5:15) นอกเหนือจากแนวโน้มทั่วไปที่เราจะทำดีต่อเพื่อนของเราแล้ว ส่วนที่ยากของคำสอนข้อนี้คือการหาทางทำดีต่อคนที่เป็นคู่แข่งของเรา โดยที่เราไม่ได้รับประโยชน์จากการกระทำนั้น หรือ “ไม่หวังที่จะได้คืนอีก” (ลก.6:35)
การทำดีต่อคู่แข่งหรือคู่ต่อสู้อาจหมายถึงการช่วยพูดส่งเสริมเพื่อนร่วมงานที่พยายามปิดการขาย แม้นั่นจะหมายความว่าคนๆนั้นอาจได้รับโบนัสมากกว่าเราก็ตาม การทำดีอาจหมายถึงการกวาดใบไม้ของเพื่อนบ้านแม้ว่าเขาจะไม่พูดคำขอบคุณก็ตาม
เมื่อเราพยายามทำความดีต่อผู้อื่นอย่างจริงจัง เราก็ได้แสดงให้เห็นว่าความรักของพระเจ้านั้นมีเผื่อแผ่ไปถึงทุกคน
ในการขับรถท่องเที่ยวทางไกลกับครอบครัว ฉันใช้เวลาหลายชั่วโมงขับรถผ่านรัฐที่มีประชากรน้อยอย่างมอนทาน่าและเซาท์ดาโกต้า ขณะที่ขับรถไป ฉันเริ่มสังเกตเห็นรูปแบบของที่ดินเพาะปลูกขนาดใหญ่ได้รับการแต่งแต้มด้วยแนวต้นไม้ที่ล้อมรอบบ้านอยู่ ขณะที่ฉันพยายามบังคับให้รถตู้ของเราอยู่ในเลนถนนเนื่องจากลมที่พัดแรงนั้น ฉันก็เริ่มเข้าใจว่าต้นไม้เหล่านั้นมีไว้มากกว่าเพียงแค่ความสวยงาม พวกมันถูกปลูกขึ้นโดยตั้งใจให้เป็นที่บังลมเพื่อปกป้องบ้านและผู้อยู่อาศัยจากกระแสลมแรงที่พัดผ่านพื้นที่นั้น
ผู้เผยพระวจนะอิสยาห์เคยอธิบายถึงอนาคตที่อยู่ในการดูแลของพระเจ้าว่าเป็นเช่นที่กำบังจากลมและพายุ เมื่ออิสยาห์เรียกให้คนของพระเจ้ากลับใจนั้น (อสย.31:6-7) ท่านได้เขียนถึงช่วงเวลาในอนาคตเมื่อ “พระราชาองค์หนึ่งจะครอบครองด้วยความชอบธรรม” (32:1) และคนที่ปกครองร่วมกับพระองค์จะเป็น “ที่กำบังลม เป็นที่ลี้ภัยจากพายุ” (ข้อ 2 TNCV) พระพรที่ตามมาคือผู้คนจะสามารถมองเห็น ได้ยิน มีความเข้าใจ และพูดความจริง (ข้อ 3-4) ด้วยสันติสุขและความปลอดภัย
ขณะที่เรายังรอคอยพระพรอย่างสมบูรณ์จากพระสัญญานี้ เราก็ได้เห็นพระเจ้าทรงทำงานผ่านคนเหล่านั้นที่เห็นแก่ประโยชน์ของผู้อื่น (ฟป.2:3-4) พระวิญญาณของพระคริสต์จะทรงช่วยเราในการสร้างพื้นที่ปลอดภัยที่ผู้คนจะสามารถงอกงามเกิดผลได้แม้ในเวลายากลำบาก นี่คือวิธีปฏิบัติที่เราจะแสดงให้เห็นถึงความรักห่วงใยของพระเจ้าได้
ฟิลลิส วีทลี่ย์ เป็นกวีชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกันคนแรกที่ได้ตีพิมพ์ผลงาน เธอใช้หลักการของพระคัมภีร์เพื่อโน้มน้าวผู้เชื่อในพระเยซูให้เลิกทาส วีทล่ีย์เกิดปี ค.ศ. 1753 ในแอฟริกาตะวันตก เธอถูกขายให้พ่อค้าทาสเมื่ออายุเพียงเจ็ดขวบ เธอโดดเด่นอย่างรวดเร็วในฐานะนักเรียนดีเด่น ในที่สุดเธอได้รับอิสระจากการเป็นทาสในปี ค.ศ. 1773 บทกวีและจดหมายของวีทลี่ย์โน้มนำผู้อ่านให้ยอมรับถึงการยืนยันจากพระคัมภีร์เรื่องความเสมอภาคกันของทุกคน เธอเขียนว่า “พระเจ้าทรงปลูกฝังกฎข้อหนึ่งไว้ในอกมนุษย์ทุกคน เราเรียกสิ่งนั้นว่าความรักในอิสรภาพ คือการไม่ทนต่อการกดขี่ และปรารถนาการปลดปล่อย และ...กฎข้อเดียวกันนี้อยู่ในตัวเราด้วย”
ความเสมอภาคต่อพระพักตร์พระเจ้านี้เป็นความจริงที่เปาโลเน้นเมื่อเขียนว่า “จะไม่เป็นยิวหรือกรีก จะไม่เป็นทาสหรือไท จะไม่เป็นชายหรือหญิง เพราะว่าท่านเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันโดยพระเยซูคริสต์” (กท.3:28) เพราะเรา “ทั้งหลายเป็นบุตรของพระเจ้า...โดยความเชื่อ” (ข้อ 26) ความแตกต่าง เช่น เชื้อชาติ ชาติพันธุ์ เพศ หรือสถานะทางสังคม ไม่ควรนำไปสู่การเลือกปฏิบัติในคริสตจักร
แม้เราจะได้รับความรักของพระเจ้าอย่างเสมอภาคกัน เราก็ยังคงต้องต่อสู้ที่จะดำเนินชีวิตในความเสมอภาคนี้ แต่พระคัมภีร์สอนว่าผู้คนที่หลากหลายซึ่งรวมกันเป็นหนึ่งโดยความเชื่อในพระคริสต์นี้จะสะท้อนถึงพระทัยของพระเจ้าได้ดีที่สุด และเป็นแผนการของพระองค์สำหรับชีวิตนิรันดร์ ความเป็นจริงนี้จะช่วยให้เราเฉลิมฉลองในความแตกต่างที่หลากหลายในชุมชนแห่งความเชื่อของเราได้ในเวลานี้
มอง ดิเยอ, ลีบาร์ ก็อตต์, ดราฮี โบรเช่, อากาเปแต เธ, ข้าแต่พระเจ้า ฉันได้ยินคำอธิษฐานเป็นภาษาฝรั่งเศส เยอรมัน สโลวัก กรีกและอังกฤษ ดังก้องไปทั่วคริสตจักรกลางเมืองเอเธนส์ เหมือนเราอธิษฐานเป็นเสียงเดียวกันด้วยภาษาท้องถิ่นต่างๆ เพื่อผู้คนในประเทศบ้านเกิดของเราจะได้ยินถึงความรักของพระเจ้า ความงดงามของการมาอยู่รวมกันขยายเพิ่มมากขึ้นเมื่อเราตระหนักถึงการอยู่รวมกันที่เกิดขึ้นในวันเพ็นเทคอสต์
ในพันธสัญญาเดิม วันเพ็นเทคอสต์คือเทศกาลเก็บเกี่ยวที่เฉลิมฉลองวันที่ห้าสิบหลังจากเทศกาลปัสกา (ลนต.23:15-21) ในวันเพ็นเทคอสต์แรกหลังการสิ้นพระชนม์และการเป็นขึ้นของพระเยซู ผู้เชื่อมารวมตัวกันในกรุงเยรูซาเล็ม ทันใดนั้นมีเสียงเหมือน “พายุกล้า” และ “มีเปลวไฟสัณฐานเหมือนลิ้น” ปรากฏขึ้นเมื่อพวกเขาประกอบด้วยพระวิญญาณ และ “จึงตั้งต้นพูดภาษาอื่นๆตามที่พระวิญญาณทรงโปรดให้พูด” (กจ.2:2-4) ผู้มาเยือนจากนานาประเทศได้ยิน “มหกิจของพระเจ้า” ในภาษาของตนเอง (ข้อ 11) และหลังจากเปโตร “กล่าวแก่คนทั้งปวง” (ข้อ 14) มีหลายคนที่เชื่อในถ้อยคำนั้นที่บอกว่า พระเยซูทรงถูกตรึงที่กางเขนและเป็นขึ้นเพื่อพระเจ้าจะทรงยกความผิดบาป (ข้อ 22-41)
คำอธิษฐานในภาษาต่างๆของผู้นำพันธกิจที่รวมตัวกันในกรุงเอเธนส์ทำให้ฉันระลึกว่า ถ้อยคำของเปโตรที่ได้ยินในวันเพ็นเทคอสต์ยังคงถูกแบ่งปันไปทั่วโลก และผู้คนยังคงตอบสนองด้วยความเชื่อ
ให้เราทูลขอพระวิญญาณที่จะประทานกำลังแก่เราเหมือนผู้เชื่อพระเยซูยุคแรกในวันเพ็นเทคอสต์ เพื่อที่เราจะบอกเล่าถึงความรักของพระเจ้า และให้เราอธิษฐานขอให้ข่าวสารนี้จะได้ยินในทุกๆ ภาษาที่พูดกันในโลกใบนี้
โต๊ะที่ดูเรียบง่ายกับถ้วยธรรมดาๆ13 ใบที่วางบนแผ่นสี่เหลี่ยมต่อๆกันทำให้เกิดเป็นภาพวาดร่วมสมัยในชื่อ “เพื่อเขาทั้งหลายจะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน” ซึ่งแขวนอยู่ที่วิทยาลัยวอล์ฟสัน ในมหาวิทยาลัยอ๊อกซ์ฟอร์ด ความเรียบง่ายของภาพนี้ย้ำให้เห็นถึงความสำคัญของเหตุการณ์นั่นคืออาหารมื้อสุดท้ายของพระเยซูกับเหล่าสาวก แผ่นสี่เหลี่ยมที่โดดเด่นที่สุดประกอบด้วยขนมปังและถ้วยซึ่งหมายถึงพระเยซู ล้อมรอบด้วยแผ่นสี่เหลี่ยมอีก 12 แผ่นซึ่งแสดงถึงเหล่าสาวก
ภาพวาดนี้เป็นเครื่องเตือนใจที่งดงาม ถึงมื้ออาหารที่พระเยซูทรงหยิบขนมปังและถ้วยเพื่อเริ่มต้นการเฉลิมฉลองครั้งใหม่สำหรับทุกคนที่ติดตามพระองค์ นั่นคือพิธีมหาสนิท และฉันยังชื่นชมกับแถวของแผ่นสี่เหลี่ยมที่ว่างเปล่าซึ่งทำให้ภาพนั้นสมบูรณ์ เพราะพื้นที่ว่างดูเหมือนเป็นการเชื้อเชิญผู้ที่ชมภาพนี้ให้มารับประทานอาหารที่โต๊ะร่วมกัน
เปาโลหนุนใจเราว่า “เพราะว่าเมื่อท่านทั้งหลายกินขนมปังนี้และดื่มจากถ้วยนี้เวลาใด ท่านก็ประกาศการวายพระชนม์ขององค์พระผู้เป็นเจ้า จนกว่าพระองค์จะเสด็จมา” (1 คร.11:26) เพราะทุกคนที่เชื่อว่าการสิ้นพระชนม์และการเป็นขึ้นของพระเยซูได้จัดเตรียมหนทางแห่งสันติสุขกับพระเจ้า ก็ล้วนแต่มีที่ว่างบนโต๊ะนี้สำหรับพวกเขา
และเมื่อเราประกาศหรือระลึกถึงการสละพระชนม์ของพระเยซูขณะร่วมพิธีมหาสนิท เราก็ได้แสดงตัวเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับชุมชนผู้เชื่อทั่วโลกในตลอดทุกยุคสมัย นับเป็นภาพอันงดงามของคริสตจักรที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
เมืองของเราเกือบจะมืดสนิทหลังพายุน้ำแข็งครั้งใหญ่พัดถล่มสายไฟฟ้ายาวหลายกิโลเมตร ส่งผลให้เพื่อนๆเราหลายคนไม่มีไฟฟ้าใช้เพื่อสร้างความอบอุ่นภายในบ้านในฤดูหนาวที่เย็นยะเยือก หลายครอบครัวตั้งตารอที่จะเห็นรถซ่อมบำรุงมาซ่อมสายไฟเพื่อให้กลับมาใช้งานได้อีกครั้ง ต่อมาฉันได้ทราบว่าลานจอดรถของโบสถ์ถูกใช้เป็นศูนย์บัญชาการชั่วคราวในการส่งยานพาหนะออกไปช่วยเหลือผู้ที่ต้องการ
เช่นเดียวกับที่ไฟฟ้าเป็นแหล่งพลังงานสำหรับบ้านของเรา ฤทธิ์เดชของพระเจ้าก็เป็นแหล่งแห่งกำลังของเรา ในช่วงเวลาสี่สิบวันหลังพระเยซูเป็นขึ้นจากความตาย พระองค์ทรงปรากฏกับบรรดาสาวกเพื่อหนุนใจและสอนพวกเขาเรื่องแผ่นดินของพระเจ้า (กจ.1:3) ก่อนที่พระเยซูจะเสด็จกลับสู่สวรรค์ พระองค์ประทานพระสัญญาสุดท้ายแก่พวกเขาว่า “ท่านทั้งหลายจะได้รับพระราชทานฤทธิ์เดช เมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์จะเสด็จมาเหนือท่าน” (ข้อ 8)
พระคริสต์สัญญาว่าจะประทานฤทธิ์เดชยิ่งใหญ่หาที่เปรียบมิได้ของพระเจ้าให้แก่เหล่าสาวกผ่านทางพระวิญญาณของพระองค์ แต่ฤทธิ์เดชนั้นไม่ใช่เพื่อเก็บไว้กับตัว เหล่าสาวกได้ให้ฤทธิ์เดชของพระเจ้าทำงานผ่านพวกเขาในพันธกิจที่จะบอกผู้อื่นถึงการได้รับฤทธิ์เดชและความรักของพระเจ้าซึ่งบาปเคยทำลายไปได้อีกครั้ง
เมื่อเราออกไปในชุมชนของเรา เรามีฤทธิ์เดชและการทรงเรียกเดียวกันนั้น ด้วยฤทธิ์เดชจากพระวิญญาณของพระเจ้า เราสามารถดูแลผู้ที่กำลังทนทุกข์และแบ่งปันวิธีการที่พวกเขาจะสามารถเข้าถึงฤทธิ์อำนาจของพระเจ้าได้เช่นกัน